“คณะราษแดนซ์” ประชาชนผู้เปลี่ยนถนนเป็นฟลอร์แห่งเสรีภาพ

“คณะราษแดนซ์” เป็นเวลาราว 4 เดือนแล้ว ที่การชุมนุมทางการเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ขณะเดียวกัน การชุมนุมที่ตึงเครียดและหมิ่นเหม่ต่อการปะทะในบางครั้งก็ถูกสลับด้วยการชุมนุมในรูปแบบ “เทศกาลศิลปะ” ที่นักกิจกรรมและกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (subculture) ต่างพากันแสดงออกทางการเมืองตามแนวทางของตนเอง สร้างสีสันให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

และอีกหนึ่งวัฒนธรรมย่อยที่น่าจับตามอง คือกลุ่มนักเต้นคัฟเวอร์ ที่ออกมาโชว์สเต็ปมันๆ บนท้องถนน ในนาม “คณะราษแดนซ์” ซึ่งแม้ว่าคนทั่วไปจะยังมองไม่ออกว่าการเต้นมาเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องประชาธิปไตยได้อย่างไร แต่พวกเขาก็ยืนยันว่าทั้งสองอย่างนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน

นัท สมาชิกคณะราษแดนซ์ ผู้เกิดและเติบโตในช่วงเวลาที่อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนระอุ เล่าให้ Sanook ฟังว่า จุดเปลี่ยนทางการเมืองที่ทำให้เขาหันมาสนใจการเมือง คือการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ขั้นตอนทุกอย่างต้องหยุดชะงักและเลื่อนออกไปทั้งหมด ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตของทุกคนถูกขับเคลื่อนด้วยการเมือง

ด้านแอนนา สมาชิกคณะราษแดนซ์อีกคน ก็เสริมว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่ “กระตุกจิต” ของเธอ คือเหตุการณ์การล้อมปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และการฆ่าตัวตายเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยของคนขับแท็กซี่ นวมทอง ไพรวัลย์

“ตอนนั้นเราอยู่ ม.3 คนรู้จักของเราพูดว่า ดีแล้วที่คนพวกนั้นตาย เรารู้สึกว่าเหตุการณ์มันแรงมากนะ ทำไมคุณถึงพูดว่าสมควรแล้วที่ตาย ทำไมถึงคิดว่าคนกลุ่มหนึ่งที่คิดไม่เหมือนกันจำเป็นต้องตาย แล้วทำไมถึงต้องใช้กระสุนจริงกับเขา จนมาถึงเรื่องของลุงนวมทอง ตอนแรกเราไม่รู้จักลุงนวมทองเลย จนวันที่ลุงนวมทองขับแท็กซี่ชนรถถัง แล้วมีคนท้าว่าไม่มีใครยอมตายเพราะอุดมการณ์หรอก แล้วลุงนวมทองตัดสินใจผูกคอตาย มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้แล้วว่ะ เมืองไทยเราแม่งพัง เราใช้คำว่าพังได้เลยนะ เพราะว่ากลุ่มผู้มีอำนาจไม่เคยเข้าใจประชาชน” แอนนาเล่า

นอกจากนี้ เหตุการณ์การชุมนุมของ กปปส. การรัฐประหารปี 2557 และการขัดขวางการลงประชามติในช่วงต้นปี 2559 จนทำให้การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเป็นโมฆะ ยังตอกย้ำให้คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เห็นถึงความบิดเบี้ยวในกลไกประชาธิปไตยของไทย ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

“แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นเวลาเกือบจะ 50 ปี แล้วที่เราอยู่กับวังวนรัฐประหาร ตั้ง ครม. ชุดใหม่ขึ้นมาในนามของตัวเอง สืบทอดอำนาจเรื่อยๆ เราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะบอกคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่รู้ เพราะบางคนคิดแค่ว่ามาเพื่อสร้างความสงบ แต่คุณรู้ไหมว่า มันสงบจริง แต่รากของต้นไม้ที่เป็นกาฝากมันจะฝังเข้าไปเรื่อยๆ จนต้นไม้ตาย ซึ่งต้นไม้นี้ก็คือประเทศของเรา” แอนนากล่าว

นอกจากการเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง สิ่งที่หล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่อย่างแอนนาหันมาสนใจความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างจริงจัง คือการอ่านนิตยสารอย่าง “ศิลปวัฒนธรรม” ที่เปิดโลกให้เธอรู้ว่ายังมีประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียน ประกอบกับความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยก็ทำให้เธอ “เบิกเนตร” ในที่สุด

ความสนใจในเรื่องการเมืองและความเป็นไปในสังคม รวมถึงการเต้น เชื่อมโยงนัท แอนนา และเพื่อนคนอื่นๆ ในโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน กลายเป็น “วงเม้าท์” ที่มักจะหยิบยกประเด็นทางสังคมการเมืองขึ้นมาพูดคุยกันอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าร่วมในฐานะประชาชน ทว่าจุดเริ่มต้นของคณะราษแดนซ์ เกิดจากปิง สมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่ม

“ช่วงที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง เขาไม่สามารถให้ใครมาเป็นแกนนำได้ เพราะแกนนำที่ปราศรัยจะเสี่ยงที่จะถูกคุกคาม วันที่เราไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่มีทิศทางที่แน่นอน ตะโกนกันไปตะโกนกันมา จุดหมายปลายทางคืออะไร ช่วงใกล้ค่ำ ชุมนุมใกล้จะเลิก คนก็เริ่มเบื่อหน่าย เราก็ไปหาอะไรกินแถว CIA พอดีเราพกลำโพงมาอันหนึ่ง มีเพื่อน 4 – 5 คน อยู่ดีๆ ก็เปิดเพลงขึ้นมา แล้วก็เต้นอยู่คนเดียว” ปิงเล่าถึงที่มาของการเต้นในที่ชุมนุม จนกระทั่งมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวในโลกออนไลน์ และกลายเป็นไวรัลในที่สุด

“หลังจากวันนั้น เราก็มานั่งคุยกันว่ามีคนสนใจเยอะ เราก็เลยต้องต่อยอดในสิ่งที่มันมีแล้ว เรามีฐานคนที่รีในอินเตอร์เน็ตต้องจำเราได้ ก็เลยนั่งคุยกัน ถ้าจะปราศรัย พูดเรื่องการเมืองให้คนฟังไม่ได้ อ่ะ กูเต้นให้มึงดูแล้วกัน แล้วเหมือนเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่าราษฎร ราษแดนซ์ไหม เฮ้ย! ได้ ใช้คำนี้เลย ก็เกิดเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา”

สนับสนุนโดย ufabet24