หนังดีดีHD ที่ไม่ควรพลาดในทศวรรษที่ผ่านมา moviefree8k

1.Silence ( 2016 )

หนังดีดีHD หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามโน้มน้าวให้เราเชื่อในศาสนาคริสต์หรือไม่เชื่อในศาสนา( Atheism ) แต่อย่างใด เเต่มันมีเเง่มุมที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างมากกว่านั้นถ้าเราได้เข้าไปผจญภัยกับพวกเขาอย่างเปิดใจ แต่ต้องยอมรับว่า Silence เป็นหนังที่ดูยากเรื่องหนึ่งเพราะมันเต็มไปด้วยภาพที่รุนแรง สะเทือนอารมณ์

นี่เป็นหนังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเเละอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย คล้าย ๆ กับความรู้สึกเเรกที่เราได้ดู Apocalypse Now หรือ Schindler’s List มันรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือหนังที่สำคัญ ที่กำลังส่งผ่านเมสเสจที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยมาให้แก่เรา

หนังไม่ลังเลที่จะถามเราด้วยคำถามที่ยิ่งใหญ่ พร้อมกดดันให้เราต้องหาคำตอบให้ได้อย่างไม่ประนีประนอม ว่าทำไมเราต้องมีความเชื่อ , อะไรคือคุณค่าของการมีชีวิต , ความเชื่อของเรานำไปสู่อะไรได้บ้าง , อะไรที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ , เราต้องเเสดงออกในความเชื่อของเราหรือไม่ , ความเชื่อนำพาสันติสุขได้จริงเหรอ หรือความเชื่อนั่นแหละที่ทำให้คนเห็นเเก่ตัวมากขึ้น แล้วอะไรล่ะที่เป็นเส้นแบ่งของความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว ฯลฯ

ในขณะเดียวกันหนังก็เหมือนพยายามวัดระดับ “การเปิดใจ” ของเรา และพยายามทำลายความเป็นโรดิเกซ(ตัวละครหลัก)ในตัวเราอยู่ตลอดเวลา ที่มีสภาวะดึงดันยึดมั่นกับความเชื่อของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด

หนังเปิดพื้นที่ให้เราครุ่นคิดตั้งเเต่ต้นจนจบ โดยที่ไม่ชี้นำว่าเราควรจะคิดเเบบไหน นับถือศาสนาอะไร หรือเชื่อในอะไร แต่สิ่งที่เราชื่นชอบที่สุดในหนังคือวิธีการที่ตัวละครใช้สื่อสารกัน พวกเขาจะกระซิบกันเป็นส่วนใหญ่ จนการกระซิบนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบ ที่ยิ่งเงียบเท่าไรก็ดูเหมือนความรู้สึกจะยิ่งส่งเสียงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

2.Mad Max : Fury Road ( 2015 )

หนังดีดีHD นี่คือหนังแอคชั่นที่ดึงความ Feminist เข้ามาผสมกับความ Masculinity ได้เร้าใจที่สุดตั้งเเต่ที่เคยมีมา ทั้งยังสามารถสนุกสนาน เมามันสุด ๆกับสิ่งที่หนังได้ใส่เข้ามาหาคนดูอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นหนังที่ได้สร้างมาตรฐานหนังแอคชั่นยุคใหม่อย่างเเท้จริง ว่ามันจะต้องมีฉากแอคชั่นระดับไคลแม็กซ์ เข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 5 นาที ดังเช่นที่เกินใน Avenger , John Wick เเต่ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญของเนื้อเรื่องเอาไว้อยู่

3.Parasite ( 2019 )

หนังดีดีHD สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังของบงจุงโฮ คือการที่เขาสามารถหาช่องทางในการใส่มุกตลกเข้าไปในหนังจนได้เเม้ว่าเรื่องราวจะดราม่าเเค่ไหนก็ตาม และก็สามารถแบ่งที่ว่างให้คนดูได้ตีความถึงเมสเสจที่ซ่อนอยู่ได้อย่างพอดี

หนังเข้าใจการเร้าจังหวะ เร่งหัวใจของคนดู เเละมีการผสมผสานอารมณ์ได้อย่างลงตัว ทั้งความตลกร้าย ความดราม่าเสียดสีสังคม ความสยองขวัญลึกลับ ดูเป็นหนังแมส หนังครอบครัวที่ไม่ดูง่ายจนเกินไป เเต่เข้าถึงง่าย

การที่หนังทำให้ชาวอเมริกัน(ชนชาติที่เกลียดการอ่านซับเป็นที่สุด) ยอมรับหนังเรื่องนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณภาพของหนังได้ดีเลยทีเดียว

4. Inception ( 2010 )

ถ้าลองหาเส้นมาตรฐานมาหนึ่งเส้นเพื่อเเบ่งว่า หนังเเบบไหนที่มีเพียงฮอลลีวูดทำได้ กับหนังแบบไหนที่ “ไม่ต้อง” ฮอลลีวูดก็ทำได้ Inception คือเส้นแบ่งนั้น มันเป็นงานที่มี Production ยิ่งใหญ่และมีเนื้อหาที่เข้มข้น คือการทำเรื่องเพ้อเจ้อเหนือจินตนาการให้ดูน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือ มันเป็น “สิ่งใหม่” ในโลกภาพยนตร์ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่องอื่น ๆ

5. Poetry ( 2010 )

เป็นเรื่องราวของหญิงชราที่พบว่าตนเองเป็นโรคอัลไซเมอร์ ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอคือการเรียนเขียนกลอนและเธอก็ทำได้ดี ส่วนหนึ่งทำงานหาเงินในอาชีพที่ไม่ค่อยน่าทำเท่าไร อีกส่วนหนึ่งต้องจัดการกับปัญหาของหลานชายของเธอ ที่เธอกำลังสงสัยว่าเขาได้ทำเรื่องเลวร้ายบางอย่างมา สิ่งที่อีชางดงทำได้เก่งสุด ๆ

คือ เขารู้วิธีดึงเสน่ห์ตัวละครที่มีอดีตอันขมขื่นออกมาได้อย่างงดงาม พร้อมกับการหักมุมด้วยวิธีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ โดยการให้เราหักมุมหนังด้วยตัวของเราเอง! และเข้าใจเนื้อหาของเรื่องในส่วนที่ไม่ได้เล่าออกมา! เช่น “ยายคนนั้นอาจจะเคย…มาก่อน” “เขาคนนั้นอาจจะเคย…มาก่อน” “เหตุการณ์นั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง?” มันเป็นช่องว่างวิเศษที่เหมือนว่ามีเเต่อีชางดงเท่านั้นที่ทำอะไรเเบบนี้ได้ การตกผลึกทางความคิดหลังจากได้ดูหนังของเขาทำให้มาตรฐานในการดูหนังของเราเปลี่ยนไปวนโรง